วิธีอัปเกรด Workbench และ Forge เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์ระดับสูง

Browse By

วิธีอัปเกรด Workbench และ Forge เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์ระดับสูง Workbench และ Forge เป็นสถานีคราฟต์ที่สำคัญที่สุดสองประเภทใน Valheim โดย Workbench ใช้สร้างและซ่อมเครื่องมือ อาวุธ รวมถึงชุดเกราะจากไม้ หนัง และวัตถุดิบพื้นฐาน ส่วน Forge รองรับการผลิตอุปกรณ์โลหะตั้งแต่ Bronze ไปจนถึงโลหะระดับสูงตามความก้าวหน้าของเกม

การมี Workbench หรือ Forge เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับสร้างอุปกรณ์ทุกชนิด เพราะสูตรจำนวนมากกำหนดระดับขั้นต่ำของสถานี ผู้เล่นจึงต้องสร้างอุปกรณ์เสริมและวางไว้ใกล้สถานีหลักเพื่อเพิ่มระดับ เมื่อสถานีมีระดับสูงขึ้น จะสามารถผลิตหรืออัปเกรดอาวุธ ชุดเกราะ เครื่องมือ และโล่ให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่วิธีสร้าง Workbench การปลดล็อก Forge ตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์เสริม ไปจนถึงการแก้ปัญหาเมื่อระดับสถานีไม่เพิ่ม ผู้ที่สนใจความบันเทิงออนไลน์และรู้จักแพลตฟอร์มอย่างเข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ รองรับมือถือทุกระบบ เข้าเล่นได้ตลอด 24 ชั่วโมงสามารถเปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสระบบคราฟต์และการวางแผนพัฒนาฐานภายในโลกไวกิ้งของ Valheim ได้

วิธีอัปเกรด Workbench และ Forge เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์ระดับสูง

Workbench และ Forge แตกต่างกันอย่างไร

Workbench เป็นสถานีคราฟต์พื้นฐานที่ผู้เล่นสามารถสร้างได้ตั้งแต่วันแรก ใช้สำหรับผลิตอุปกรณ์จากไม้ หนัง กระดูก Flint และวัตถุดิบทั่วไป รวมถึงใช้เป็นศูนย์กลางในการก่อสร้างบ้าน

Forge เป็นสถานีสำหรับผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลหะ ผู้เล่นต้องผ่านขั้นตอนสำรวจ Black Forest หา Surtling Core สร้างเตาเผาถ่านและเตาหลอม ก่อนจะสามารถผลิตโลหะสำหรับสร้าง Forge ได้

ความแตกต่างหลักของทั้งสองสถานี ได้แก่

หัวข้อWorkbenchForge
ช่วงที่เริ่มใช้งานตั้งแต่วันแรกหลังเริ่มหลอมโลหะ
วัตถุดิบหลักไม้ หนัง Flint และของพื้นฐานBronze, Iron และโลหะระดับสูง
อุปกรณ์ที่ผลิตธนู ชุดหนัง โล่และเครื่องมือพื้นฐานอาวุธ ชุดเกราะ โล่และเครื่องมือโลหะ
การใช้งานก่อสร้างสร้างชิ้นส่วนบ้านจำนวนมากใช้กับสิ่งปลูกสร้างโลหะบางประเภท
วิธีเพิ่มระดับวางอุปกรณ์เสริม Workbenchวางอุปกรณ์เสริม Forge
การซ่อมแซมซ่อมอุปกรณ์พื้นฐานซ่อมอุปกรณ์โลหะ

ผู้เล่นควรอัปเกรดทั้งสองสถานีตามความก้าวหน้า ไม่ควรให้ความสำคัญกับ Forge จนละเลย Workbench เพราะธนู ชุดเกราะเบา และอุปกรณ์สำคัญหลายชนิดยังต้องใช้ Workbench ระดับสูง

ระดับสถานีคราฟต์มีผลอย่างไร

ระดับของสถานีมีผลต่อสองสิ่งสำคัญ ได้แก่ สูตรที่สามารถผลิตได้และระดับคุณภาพของอุปกรณ์ที่สามารถอัปเกรดได้

อาวุธหรือชุดเกราะบางชิ้นอาจสร้างได้ด้วยสถานีระดับต้น แต่เมื่อกดอัปเกรดคุณภาพ ระบบจะกำหนดให้ใช้สถานีระดับสูงกว่าเดิม หากระดับไม่พอ ปุ่มอัปเกรดจะไม่สามารถใช้งานได้

ตัวอย่างเช่น ธนูหรือชุดเกราะที่สร้างจาก Workbench อาจต้องใช้โต๊ะระดับสูงเพื่อพัฒนาไปยังคุณภาพถัดไป ส่วนอาวุธโลหะต้องใช้ Forge ที่มีอุปกรณ์เสริมครบตามระดับกำหนด

การเพิ่มระดับสถานีไม่ได้ทำให้อุปกรณ์ที่มีอยู่แข็งแกร่งขึ้นอัตโนมัติ ผู้เล่นยังต้องนำอุปกรณ์และวัตถุดิบไปกดอัปเกรดด้วยตัวเอง

วิธีสร้าง Workbench

Workbench ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบและสร้างผ่าน Hammer หลังจากเก็บไม้ได้แล้ว ให้คราฟต์ Hammer จากเมนูพื้นฐาน จากนั้นเลือก Workbench ในหมวดการก่อสร้างและวางบนพื้นที่ที่ต้องการ

Workbench จะสร้างรัศมีสำหรับวางสิ่งปลูกสร้าง แต่หากต้องการเปิดหน้าต่างคราฟต์และซ่อมอุปกรณ์ โต๊ะต้องมีหลังคาและสิ่งกำบังเพียงพอ

วิธีสร้างที่กำบังแบบง่าย ได้แก่

  1. วาง Workbench บนพื้นที่เรียบ
  2. สร้างผนังด้านหลังโต๊ะ
  3. สร้างผนังด้านข้างทั้งสองด้าน
  4. วางหลังคาที่ถูกต้องเหนือโต๊ะ
  5. ตรวจสอบว่าสามารถเปิดหน้าต่างคราฟต์ได้

ผู้เล่นสามารถตั้ง Workbench กลางแจ้งชั่วคราวเพื่อใช้ก่อสร้างได้ แต่ควรสร้างห้องคราฟต์ถาวรเมื่อเริ่มพัฒนาฐาน

เงื่อนไขการใช้งาน Workbench

Workbench ที่ไม่มีหลังคายังแสดงรัศมีการก่อสร้างและใช้ Hammer ซ่อมสิ่งปลูกสร้างบางอย่างได้ แต่จะไม่สามารถเปิดเมนูคราฟต์ตามปกติ

หากเกมแจ้งว่า Workbench ต้องการหลังคาหรือที่กำบัง ให้ตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้

  • ใช้ชิ้นส่วนหลังคาจริง ไม่ใช่พื้นไม้
  • หลังคาครอบตำแหน่งของโต๊ะครบ
  • ผนังด้านหลังและด้านข้างเพียงพอ
  • โต๊ะไม่ได้อยู่ใกล้ขอบชายคามากเกินไป
  • ไม่มีช่องเปิดขนาดใหญ่รอบสถานี
  • ชิ้นส่วนหลังคายังมีความมั่นคงและไม่พัง

บางครั้งการขยายห้องหรือย้ายผนังทำให้สถานีสูญเสียสถานะที่กำบัง ควรตรวจสอบหลังปรับปรุงอาคารทุกครั้ง

วิธีดูระดับ Workbench

เมื่อเปิดหน้าต่าง Workbench ระบบจะแสดงระดับของสถานี หากเพิ่งสร้างโต๊ะโดยไม่มีอุปกรณ์เสริม จะเริ่มจากระดับพื้นฐาน

เมื่อวางอุปกรณ์เสริมที่ถูกต้องใกล้โต๊ะ ระดับควรเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ขณะถือ Hammer ผู้เล่นจะเห็นเส้นแสงเชื่อมระหว่างอุปกรณ์เสริมกับ Workbench ชั่วคราว ซึ่งช่วยยืนยันว่าระยะถูกต้อง

Workbench โดยทั่วไปสามารถพัฒนาได้ด้วยอุปกรณ์หลักต่อไปนี้

  • Chopping Block
  • Tanning Rack
  • Adze
  • Tool Shelf

อุปกรณ์แต่ละชิ้นเพิ่มระดับให้ Workbench เมื่อวางถูกตำแหน่งและไม่ใช่ของชนิดซ้ำที่ระบบไม่นับเพิ่ม

อัปเกรด Workbench ด้วย Chopping Block

Chopping Block เป็นอุปกรณ์เสริมชิ้นแรกที่ผู้เล่นสร้างได้ง่าย ต้องใช้ไม้และ Flint ซึ่งหาได้ตามชายฝั่งของ Meadows และ Black Forest

Flint มีลักษณะเป็นก้อนสีอ่อนอยู่ใกล้ขอบน้ำ ผู้เล่นควรเดินตามชายฝั่งและเก็บไว้จำนวนมาก เพราะใช้ผลิตอาวุธ เครื่องมือ และอุปกรณ์ช่วงต้นหลายชนิด

ขั้นตอนการติดตั้งมีดังนี้

  1. เก็บไม้และ Flint ให้ครบ
  2. ถือ Hammer และเปิดเมนูก่อสร้าง
  3. เลือก Chopping Block
  4. วางไว้ใกล้ Workbench
  5. ตรวจสอบเส้นเชื่อมและระดับของโต๊ะ

หากห้องคราฟต์มีพื้นที่จำกัด สามารถวาง Chopping Block ด้านนอกผนังได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเชื่อมต่อกับโต๊ะ

อัปเกรด Workbench ด้วย Tanning Rack

Tanning Rack เป็นอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปหนัง ต้องใช้ไม้ Flint เศษหนัง และหนังกวางตามสูตรของเกม

ผู้เล่นต้องล่าหมูป่าเพื่อหา Leather Scraps และล่ากวางเพื่อหา Deer Hide การสร้างธนูก่อนจะช่วยให้ล่ากวางได้ง่ายขึ้น เพราะกวางตกใจและวิ่งหนีเมื่อผู้เล่นเข้าใกล้

Tanning Rack มีขนาดค่อนข้างกว้าง จึงควรเผื่อพื้นที่ข้าง Workbench หรือวางตามผนังด้านนอก หากวางไกลเกินไปจะไม่เพิ่มระดับให้โต๊ะ

ก่อนใช้หนังทั้งหมดสร้างชุดเกราะ ควรแบ่งบางส่วนไว้สำหรับ Tanning Rack เพราะการเพิ่มระดับสถานีช่วยให้อัปเกรดอุปกรณ์หลายชิ้นได้ ไม่ได้ให้ประโยชน์กับชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น

อัปเกรด Workbench ด้วย Adze

Adze เป็นอุปกรณ์เสริมระดับถัดไป ต้องใช้ Fine Wood และ Bronze ซึ่งหมายความว่าผู้เล่นต้องเข้าสู่ Black Forest และเริ่มระบบหลอมโลหะแล้ว

Fine Wood ได้จากต้นไม้บางชนิดที่ต้องใช้ขวานระดับเหมาะสมในการตัด ส่วน Bronze ผลิตจาก Copper และ Tin ที่ผ่านการหลอมและนำมารวมกันที่ Forge ตามสูตร

Adze เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เล่นควรสร้าง Bronze Axe เร็ว เพราะขวานชนิดนี้ช่วยเข้าถึงไม้ที่ใช้กับ Portal เรือ และอุปกรณ์อัปเกรด Workbench

ขั้นตอนการพัฒนาโดยทั่วไปคือ

  1. เอาชนะ Eikthyr
  2. สร้าง Pickaxe สำหรับขุดแร่
  3. หา Copper และ Tin
  4. สร้างเตาหลอมกับเตาเผาถ่าน
  5. ผลิต Bronze
  6. สร้าง Bronze Axe
  7. ตัดต้นไม้เพื่อหา Fine Wood
  8. สร้าง Adze ใกล้ Workbench

เมื่อวาง Adze สำเร็จ ให้ตรวจสอบระดับ Workbench และสูตรอัปเกรดที่เพิ่งเปิดใช้งาน

อัปเกรด Workbench ด้วย Tool Shelf

Tool Shelf เป็นอุปกรณ์เสริม Workbench ระดับสูง ต้องใช้วัตถุดิบจาก Biome ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม เช่น Fine Wood, Iron และ Obsidian ตามสูตรที่ระบบกำหนด

การสร้าง Tool Shelf หมายความว่าผู้เล่นต้องผ่าน Swamp เพื่อหา Iron และสามารถสำรวจ Mountains เพื่อหา Obsidian ได้แล้ว

Tool Shelf เหมาะกับการติดตั้งบนผนัง ช่วยประหยัดพื้นที่พื้น แต่ต้องอยู่ใกล้ Workbench มากพอ หากห้องมีผนังหนาหรือวางสูงเกินไป อาจไม่เชื่อมกับโต๊ะ

ควรสร้างชั้นวางไว้ด้านบนหรือด้านข้าง Workbench และตรวจสอบเส้นเชื่อมก่อนยืนยันตำแหน่ง หากระดับไม่เพิ่มให้ลองย้ายลงต่ำหรือขยับเข้าใกล้สถานี

Workbench ระดับสูงปลดล็อกอะไรบ้าง

Workbench ระดับสูงช่วยให้ผู้เล่นสร้างหรืออัปเกรดอุปกรณ์จากไม้ หนัง และวัตถุดิบพิเศษได้ดีขึ้น ตัวอย่างกลุ่มอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ธนูและอาวุธระยะไกลบางชนิด
  • ชุดเกราะหนังและชุดเกราะเบา
  • โล่พื้นฐานบางประเภท
  • เครื่องมือจากวัตถุดิบที่ไม่ใช่โลหะ
  • อุปกรณ์ก่อสร้างและของใช้บางชนิด
  • การเพิ่มคุณภาพของอาวุธกับชุดเกราะ

สูตรที่ใช้งานจริงขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ผู้เล่นค้นพบด้วย หาก Workbench มีระดับสูงแต่ยังไม่เคยเก็บวัตถุดิบของสูตร อุปกรณ์นั้นจะยังไม่ปรากฏ

ผู้เล่นจึงต้องพัฒนาสถานีควบคู่ไปกับการสำรวจ ไม่สามารถสร้าง Workbench ระดับสูงแล้วปลดล็อกอุปกรณ์ทั้งหมดโดยไม่เดินทางไปยัง Biome ที่เกี่ยวข้อง

ควรวาง Workbench ไว้ตรงไหน

Workbench หลักควรอยู่ภายในห้องที่มีหลังคาและใกล้หีบเก็บไม้ หนัง Flint และวัตถุดิบสำหรับอัปเกรดอุปกรณ์

ไม่ควรวางโต๊ะชิดมุมห้องจนไม่มีพื้นที่สำหรับอุปกรณ์เสริม ควรเผื่อพื้นที่รอบสถานีหรือมีผนังด้านหนึ่งที่สามารถวางของอัปเกรดจากภายนอกได้

พื้นที่ Workbench ควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้

  • หลังคาและผนังครบ
  • แสงสว่างเพียงพอ
  • หีบวัตถุดิบอยู่ใกล้
  • ทางเดินไม่ถูกกีดขวาง
  • มีพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริม
  • อยู่ภายในแนวป้องกันฐาน
  • อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ก่อสร้าง
  • สามารถขยายห้องได้ในอนาคต

ฐานขนาดใหญ่อาจมี Workbench หลายตัว แต่ควรมีอย่างน้อยหนึ่งตัวที่อัปเกรดเต็มสำหรับสร้างและซ่อมอุปกรณ์ ส่วนโต๊ะอื่นใช้ควบคุมพื้นที่หรือช่วยงานก่อสร้างได้

Workbench สำหรับพื้นที่ก่อสร้าง

รัศมีของ Workbench เป็นเงื่อนไขสำหรับวางสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก เมื่อสร้างบ้านขนาดใหญ่ ผู้เล่นอาจต้องวางโต๊ะหลายตัวให้รัศมีครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

Workbench สำหรับงานก่อสร้างไม่จำเป็นต้องอัปเกรดหรือมีหลังคาทุกตัว หากใช้เพียงเพื่อเปิดรัศมีการสร้าง แต่ควรป้องกันไม่ให้ศัตรูทำลายง่ายเกินไป

ผู้เล่นสามารถซ่อน Workbench ไว้ในกระท่อมเล็ก ใต้บันได หรือรวมเข้ากับอาคารตกแต่ง เพื่อไม่ให้ฐานดูรก

อย่าสับสนระหว่าง Workbench หลักกับโต๊ะควบคุมพื้นที่ โต๊ะที่ใช้อัปเกรดอุปกรณ์ควรอยู่ในห้องคราฟต์และมีอุปกรณ์เสริมครบ ส่วนโต๊ะอื่นไม่จำเป็นต้องลงทุนทรัพยากรเพิ่มเติม

วิธีปลดล็อก Forge

การสร้าง Forge ต้องเริ่มจากการหาแร่และหลอมโลหะ ผู้เล่นต้องเอาชนะ Eikthyr เพื่อรับวัตถุดิบสำหรับสร้าง Pickaxe จากนั้นเดินทางเข้าสู่ Black Forest

ขั้นตอนหลักประกอบด้วย

  1. หา Copper Deposit ใน Black Forest
  2. เก็บ Tin Ore ตามชายฝั่ง Black Forest
  3. สำรวจ Burial Chambers เพื่อหา Surtling Core
  4. สร้าง Charcoal Kiln สำหรับผลิตถ่าน
  5. สร้าง Smelter สำหรับหลอมแร่
  6. หลอม Copper Ore ให้เป็น Copper
  7. นำ Copper ไปใช้สร้าง Forge ตามสูตร
  8. วาง Forge ในพื้นที่มีหลังคาและที่กำบัง

Forge ต้องใช้ Workbench ในระยะระหว่างขั้นตอนก่อสร้าง จึงควรสร้างโรงตีเหล็กใกล้พื้นที่คราฟต์เดิมหรือวาง Workbench ชั่วคราวก่อน

เตาเผาถ่านและเตาหลอมสำคัญอย่างไร

Charcoal Kiln เปลี่ยนไม้ให้กลายเป็นถ่าน ส่วน Smelter ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงเพื่อหลอมแร่ดิบเป็นโลหะ หากไม่มีสองอุปกรณ์นี้ ผู้เล่นจะไม่สามารถพัฒนาเข้าสู่ยุค Bronze ได้อย่างเป็นระบบ

ควรวางเตาทั้งสองในพื้นที่เปิดหรือโรงงานที่มีการระบายอากาศ ไม่ควรวางชิดเตียงหรือห้องครัว เพราะต้องใช้พื้นที่และมีเอฟเฟกต์จากการทำงาน

สร้างคลังสามส่วนใกล้กัน ได้แก่ หีบแร่ดิบ หีบถ่าน และหีบโลหะที่หลอมแล้ว ช่วยให้ตรวจสอบวัตถุดิบและเติมเตาได้รวดเร็ว

บริเวณหลอมควรอยู่ใกล้ท่าเรือหรือเส้นทางเกวียน เพราะแร่มีน้ำหนักมาก การลดระยะเดินจากเรือไปยังเตาช่วยประหยัดเวลาอย่างชัดเจน

วิธีสร้าง Forge ให้ใช้งานได้

Forge ควรอยู่ในอาคารที่มีหลังคาและสิ่งกำบังคล้าย Workbench หากเปิดเมนูไม่ได้ ให้ตรวจสอบว่าหลังคาครอบสถานีเพียงพอหรือไม่

โรงตีเหล็กควรมีพื้นที่กว้าง เนื่องจาก Forge มีอุปกรณ์เสริมหลายชิ้นและบางชิ้นต้องวางบนพื้น ผู้เล่นควรเตรียมห้องใหญ่กว่าพื้นที่ Workbench

ตำแหน่งที่เหมาะสมควรอยู่ใกล้

  • หีบโลหะ
  • เตาหลอม
  • เตาเผาถ่าน
  • Workbench หลัก
  • ประตูไปยังท่าเรือ
  • พื้นที่สำหรับอุปกรณ์เสริม
  • แหล่งแสงสว่าง
  • ทางเข้าออกที่ไม่แคบเกินไป

ไม่ควรวางหีบติด Forge ทุกด้าน เพราะจะไม่มีพื้นที่สำหรับ Forge Cooler, Anvils หรืออุปกรณ์ระดับสูงที่ปลดล็อกภายหลัง

วิธีดูระดับ Forge

เมื่อเปิด Forge ระบบจะแสดงระดับสถานีเหมือน Workbench ระดับจะเพิ่มขึ้นเมื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมเฉพาะไว้ในระยะ

อุปกรณ์เสริม Forge ที่สำคัญโดยทั่วไป ได้แก่

  • Forge Cooler
  • Anvils
  • Smith’s Anvil
  • Forge Toolrack
  • Grinding Wheel
  • Forge Bellows

Forge มักมีอุปกรณ์เสริมมากกว่า Workbench จึงต้องวางผังห้องอย่างรอบคอบ หากสร้างห้องเล็กเกินไปอาจต้องรื้อผนังหรือย้ายสถานีในภายหลัง

อุปกรณ์แต่ละชนิดนับเพิ่มระดับเพียงตามเงื่อนไขของระบบ การสร้าง Anvils หลายชุดไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่ม Forge หลายระดับ

อัปเกรด Forge ด้วย Forge Cooler

Forge Cooler เป็นอุปกรณ์เสริมระดับต้น ต้องใช้โลหะและ Fine Wood ตามสูตรที่กำหนด ผู้เล่นจึงต้องเข้าถึง Bronze Axe และสามารถหา Fine Wood ได้ก่อน

อุปกรณ์มีลักษณะเป็นภาชนะหรือส่วนสำหรับหล่อเย็น ควรวางข้าง Forge ในตำแหน่งที่ไม่ขวางทางเดิน

หากวางแล้วระดับไม่เพิ่ม ให้ขยับเข้าหา Forge และสังเกตเส้นเชื่อมขณะถือ Hammer อย่าพิจารณาจากระยะด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว เพราะบางตำแหน่งดูใกล้แต่ไม่ได้อยู่ในรัศมี

ควรวาง Forge Cooler เป็นชิ้นแรก ๆ เพราะใช้วัตถุดิบที่เข้าถึงได้ในช่วง Bronze และช่วยเปิดการอัปเกรดอุปกรณ์โลหะเพิ่มเติม

อัปเกรด Forge ด้วย Anvils

Anvils เป็นอุปกรณ์เสริมที่สร้างได้เมื่อผู้เล่นมี Bronze เพียงพอ มีขนาดไม่ใหญ่มากและสามารถวางใกล้ Forge ได้ง่าย

แม้ใช้โลหะซึ่งมีค่าในช่วงต้น แต่การลงทุนกับ Anvils ช่วยเพิ่มระดับให้ Forge และทำให้อาวุธหรือชุดเกราะหลายชิ้นสามารถอัปเกรดได้

ควรคำนวณ Bronze ให้เพียงพอสำหรับเครื่องมือจำเป็นก่อน เช่น Bronze Axe, Cultivator และอาวุธหลัก จากนั้นจึงแบ่งส่วนหนึ่งมาสร้างอุปกรณ์เสริม Forge

หากมีพื้นที่จำกัด สามารถวาง Anvils ด้านข้างหรือหลัง Forge แต่ต้องไม่ถูกผนังหรืออุปกรณ์อื่นปิดจนเข้าถึงการจัดวางได้ยาก

อัปเกรด Forge ด้วย Smith’s Anvil

Smith’s Anvil ใช้ Iron เป็นวัตถุดิบ จึงปลดล็อกหลังผู้เล่นเข้าสู่ Swamp และสามารถนำ Scrap Iron กลับมาหลอมได้แล้ว

Iron มีความต้องการสูงมาก ทั้งสำหรับ Pickaxe อาวุธ ชุดเกราะ สิ่งปลูกสร้าง และอุปกรณ์สถานี ผู้เล่นควรสำรอง Iron สำหรับ Smith’s Anvil เพราะการเพิ่มระดับ Forge ให้ประโยชน์กับอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกัน

ก่อนใช้ Iron ทั้งหมดสร้างชุดเกราะ ควรตรวจสอบรายการอัปเกรดสถานี การมี Forge ระดับสูงอาจช่วยให้อาวุธเดิมแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าการสร้างเกราะใหม่เพียงชิ้นเดียว

วาง Smith’s Anvil ใกล้ Forge และตรวจสอบระดับทันที หากไม่เพิ่มให้ทดลองขยับตำแหน่ง โดยเฉพาะเมื่อมีผนังหรือสถานีอื่นคั่นอยู่

อัปเกรด Forge ด้วย Forge Toolrack

Forge Toolrack เป็นชั้นเครื่องมือสำหรับติดตั้งใกล้ Forge ต้องใช้วัตถุดิบจากความก้าวหน้าระดับ Iron และไม้คุณภาพตามสูตร

อุปกรณ์ประเภทติดผนังเหมาะสำหรับประหยัดพื้นที่ แต่ผู้เล่นต้องระวังเรื่องความสูง หากวางสูงเกินไปอาจอยู่นอกระยะเชื่อมต่อ

ควรติดตั้งบนผนังด้านหลังหรือด้านข้าง Forge โดยขยับให้อยู่ใกล้สถานีที่สุด และตรวจสอบเส้นเชื่อมก่อนกดยืนยัน

หากห้อง Forge มีหลังคาต่ำ ควรจัดตำแหน่ง Toolrack ก่อนวางหีบหรือของตกแต่ง เพราะอาจไม่มีพื้นที่ผนังเหลือเมื่อฐานพัฒนาไปไกลขึ้น

อัปเกรด Forge ด้วย Grinding Wheel

Grinding Wheel เป็นอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องกับหินลับคม ผู้เล่นต้องผลิตหรือได้รับ Sharpening Stone ผ่านสถานีและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องก่อน

อุปกรณ์นี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าของเสริมบางชนิด จึงควรวางบนพื้นด้านข้าง Forge และเว้นทางเดินให้เพียงพอ

หากโรงตีเหล็กแคบ สามารถสร้างเฉลียงหรือห้องต่อขยายสำหรับ Grinding Wheel ได้ ตราบใดที่อุปกรณ์ยังอยู่ใกล้ Forge และมีโครงสร้างป้องกันตามความจำเป็น

ไม่ควรวาง Grinding Wheel กลางทางเข้า เพราะผู้เล่นจะต้องเดินผ่าน Forge บ่อยเพื่อซ่อมและคราฟต์อุปกรณ์

อัปเกรด Forge ด้วย Forge Bellows

Forge Bellows เป็นอุปกรณ์เป่าลมที่ต้องวางใกล้ Forge มากกว่าของเสริมบางชนิด ลักษณะและหน้าที่ทำให้ควรติดตั้งด้านข้างของสถานีโดยตรง

หากระบบไม่ยอมให้วาง อาจเกิดจาก Forge ชิดผนังเกินไปหรือมีหีบขวาง ควรย้ายสิ่งของออกและทดลองหมุน Bellows หลายทิศทาง

การวาง Forge กลางห้องเล็กน้อยตั้งแต่แรกช่วยให้ติดตั้ง Bellows ได้ง่ายกว่าการวางโต๊ะชิดผนังเต็มด้าน

หลังติดตั้งควรเปิดหน้าต่าง Forge และตรวจสอบระดับ หากไม่เพิ่มแสดงว่าตำแหน่งยังไม่เชื่อม ต้องรื้อและวางใหม่ให้ใกล้กว่าเดิม

Forge ระดับสูงช่วยสร้างอะไรได้บ้าง

Forge ระดับสูงใช้กับการผลิตและอัปเกรดอุปกรณ์โลหะจำนวนมาก เช่น

  • ดาบและขวานโลหะ
  • กระบองและอาวุธทุบ
  • หอกและอาวุธแทง
  • โล่กับ Buckler
  • Pickaxe และเครื่องมือตัดไม้
  • ชุดเกราะ Bronze
  • ชุดเกราะ Iron
  • อุปกรณ์จาก Silver
  • อาวุธหรือชุดเกราะโลหะระดับสูง
  • เครื่องมือและส่วนประกอบเฉพาะ

การมี Forge ระดับสูงไม่ได้ปลดล็อกโลหะชนิดใหม่เอง ผู้เล่นยังต้องสำรวจ Biome เอาชนะบอส และหาแร่หรือวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง

ระบบคราฟต์จึงมีความก้าวหน้าสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ ระดับของสถานีและชนิดวัตถุดิบที่ค้นพบ หากขาดด้านใดด้านหนึ่ง สูตรหรือการอัปเกรดจะยังใช้งานไม่ได้

ทำไมสร้างอุปกรณ์เสริมแล้วระดับไม่เพิ่ม

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือผู้เล่นสร้างอุปกรณ์เสริมแล้ว Workbench หรือ Forge ยังมีระดับเท่าเดิม สาเหตุหลักมีดังนี้

วางไกลเกินไป

อุปกรณ์ทุกชิ้นมีระยะเชื่อมต่อจำกัด ควรรื้อแล้ววางให้ใกล้สถานีมากขึ้น พร้อมสังเกตเส้นเชื่อมขณะก่อสร้าง

สร้างของชนิดเดิมซ้ำ

อุปกรณ์เสริมประเภทเดียวกันมักไม่เพิ่มระดับซ้ำ การสร้าง Chopping Block หลายชิ้นจึงไม่ช่วยเพิ่ม Workbench หลายระดับ

เชื่อมกับสถานีคนละตัว

หากมี Workbench หรือ Forge หลายแห่งใกล้กัน อุปกรณ์เสริมอาจเชื่อมกับสถานีอีกตัว ควรตรวจสอบระดับของทุกสถานีหรือแยกพื้นที่ออกจากกัน

วางสูงหรือต่ำเกินไป

อุปกรณ์ติดผนังอาจอยู่นอกระยะในแนวดิ่ง แม้ดูเหมือนอยู่ตรงเหนือสถานีก็ตาม ควรลดระดับหรือวางบนผนังใกล้โต๊ะ

มีโครงสร้างกีดขวาง

ผนังหนา พื้นต่างระดับ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นอาจทำให้หาตำแหน่งเชื่อมยาก ลองย้ายอุปกรณ์มาไว้ภายในห้องเดียวกัน

สถานีใช้งานไม่ได้

หาก Workbench หรือ Forge ไม่มีหลังคาและที่กำบัง อาจไม่สามารถเปิดเมนูเพื่อตรวจสอบได้ ต้องแก้ตัวอาคารก่อน

ยังไม่ได้ปลดล็อกอุปกรณ์ที่ถูกต้อง

ผู้เล่นอาจสร้างของตกแต่งที่มีลักษณะคล้ายเครื่องมือ แต่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์อัปเกรด ควรตรวจสอบชื่อและคำอธิบายในเมนูก่อสร้าง

วิธีจัดห้อง Workbench อย่างมีประสิทธิภาพ

ห้อง Workbench ไม่จำเป็นต้องใหญ่เท่าโรงตีเหล็ก แต่ควรมีพื้นที่สำหรับอุปกรณ์เสริมทั้งบนพื้นและผนัง

รูปแบบง่ายที่สุดคือวาง Workbench ชิดผนังโดยเหลือช่องด้านข้าง จากนั้นวาง Chopping Block กับ Tanning Rack บนพื้น ติด Tool Shelf บนผนัง และวาง Adze ในพื้นที่ว่างที่ยังเชื่อมถึงโต๊ะ

หีบสำหรับไม้ หนัง Flint กระดูก และวัตถุดิบควรวางด้านข้างหรือบนชั้นที่ไม่ขวางอุปกรณ์เสริม อย่าวางหีบเรียงเต็มผนังทุกด้านตั้งแต่แรก

ควรมีแหล่งแสงใกล้โต๊ะและประตูที่เชื่อมกับคลังสินค้า การจัดพื้นที่ให้เดินเป็นวงรอบสถานีได้จะสะดวกกว่าการสร้างมุมตันแคบ ๆ

วิธีจัดโรงตีเหล็กให้รองรับ Forge ทุกระดับ

โรงตีเหล็กควรมีพื้นกว้างและเพดานสูงกว่าห้องทั่วไป วาง Forge ห่างจากผนังเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับ Bellows และ Cooler

อุปกรณ์ขนาดเล็กอย่าง Anvils สามารถวางตามมุม ส่วน Toolrack ติดบนผนัง และ Grinding Wheel วางในพื้นที่ข้างสถานีที่ยังมีทางเดิน

หีบโลหะควรอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ควรล้อม Forge จนหมด สามารถสร้างคลังติดกันแล้วใช้ประตูหรือช่องส่งของเชื่อมระหว่างสองห้อง

หากฐานอยู่ริมทะเล ควรวางโรงตีเหล็กในแนวเดียวกับท่าเรือและเตาหลอม เพื่อให้แร่เคลื่อนตามเส้นทางดังนี้

เรือ → คลังแร่ดิบ → เตาหลอม → คลังโลหะ → Forge

ผังลักษณะนี้ช่วยลดการแบกของหนักไปมาระหว่างหลายอาคาร

ควรรวม Workbench กับ Forge ไว้ห้องเดียวกันหรือไม่

การรวมทั้งสองสถานีไว้ในอาคารเดียวช่วยให้ซ่อมอุปกรณ์ทุกประเภทได้สะดวกและใช้คลังวัตถุดิบร่วมกัน เหมาะกับฐานขนาดเล็กหรือผู้เล่นคนเดียว

ข้อเสียคืออุปกรณ์เสริมของทั้งสองสถานีใช้พื้นที่มาก เมื่อก้าวหน้าไปห้องอาจแออัดและยากต่อการจัดวาง โดยเฉพาะ Forge ที่มีของเสริมหลายชิ้น

ฐานระยะยาวควรแบ่งเป็นสองโซนภายในอาคารเดียวหรือสร้างห้องติดกัน มีประตูเชื่อมตรงกลางและคลังสินค้าอยู่ระหว่างทั้งสองฝั่ง

ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นอาคารไกลกัน เพราะผู้เล่นมักต้องซ่อมธนูที่ Workbench และอาวุธโลหะที่ Forge ในการเตรียมตัวครั้งเดียว

ควรอัปเกรดสถานีก่อนหรือสร้างอาวุธก่อน

หากอุปกรณ์ปัจจุบันยังเพียงพอต่อการสำรวจ ควรลงทุนกับอุปกรณ์เสริมสถานีก่อน เพราะการเพิ่มระดับให้ประโยชน์กับอาวุธและชุดเกราะหลายชิ้น

หากกำลังติดอยู่กับศัตรูหรือบอสและอาวุธสร้างความเสียหายต่ำเกินไป อาจสร้างอาวุธใหม่ก่อน แล้วค่อยอัปเกรดสถานีเพื่อเพิ่มคุณภาพภายหลัง

หลักการจัดลำดับทรัพยากรที่แนะนำคือ

  1. เครื่องมือที่ช่วยหาแร่หรือวัตถุดิบใหม่
  2. สถานีคราฟต์พื้นฐาน
  3. อาวุธหลักและโล่
  4. อุปกรณ์เสริมสถานีที่จำเป็นต่อการอัปเกรด
  5. ชุดเกราะ
  6. อาวุธสำรอง
  7. การอัปเกรดคุณภาพระดับสูงสุด

ผู้เล่นไม่ควรใช้ Bronze หรือ Iron ทั้งหมดกับชุดเกราะ แล้วพบว่าไม่มีโลหะเหลือสร้างอุปกรณ์เสริม Forge เพราะจะไม่สามารถอัปเกรดของที่สร้างไปแล้วได้

วัตถุดิบควรเก็บไว้ที่ไหน

ควรแยกคลัง Workbench และ Forge ตามประเภทวัตถุดิบ เพื่อให้ตรวจสอบจำนวนและวางแผนการผลิตได้ง่าย

หีบใกล้ Workbench อาจแบ่งเป็น

  • ไม้ทั่วไป
  • Fine Wood และ Core Wood
  • หนังสัตว์
  • Flint และกระดูก
  • วัตถุดิบจากศัตรู
  • อุปกรณ์พื้นฐาน
  • ชุดเกราะเบา
  • ธนูและลูกธนู

หีบใกล้ Forge อาจแบ่งเป็น

  • แร่ดิบ
  • Copper และ Tin
  • Bronze
  • Iron
  • Silver
  • โลหะระดับสูง
  • ถ่าน
  • อาวุธโลหะ
  • ชุดเกราะหนัก

ไม่ควรพกโลหะทั้งหมดไว้กับตัวระหว่างก่อสร้าง เพราะมีน้ำหนักมากและอาจเสียชีวิตจาก Raid เก็บไว้ในหีบภายในกำแพงและหยิบเท่าที่ต้องใช้

วิธีประหยัดโลหะในการอัปเกรดสถานี

อุปกรณ์เสริม Forge ใช้โลหะซึ่งหาและขนส่งยาก ผู้เล่นควรสร้างเพียงหนึ่งชุดสำหรับสถานีหลัก ไม่จำเป็นต้องอัปเกรด Forge ทุกแห่งในเครือข่ายฐาน

ฐานขุดแร่อาจมี Forge ระดับพื้นฐานสำหรับคราฟต์หรือซ่อมของบางชนิด ส่วนอุปกรณ์ระดับสูงให้นำกลับไปผลิตที่ฐานหลัก

วางแผนจำนวน Bronze และ Iron ก่อนเริ่มใช้ โดยแยกส่วนสำหรับ

  • เครื่องมือ
  • อาวุธหลัก
  • โล่
  • อุปกรณ์เสริม Forge
  • ชุดเกราะ
  • สิ่งปลูกสร้าง
  • โลหะสำรอง

การจัดลำดับทรัพยากรอย่างมีวินัยมีความสำคัญไม่ต่างจากการกำหนดขอบเขตในการใช้บริการอย่างสนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100%ซึ่งควรใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนใน Valheim การเก็บโลหะสำหรับอัปเกรดสถานีจะช่วยให้ผู้เล่นสร้างอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นได้โดยไม่ต้องกลับไปขุดแร่ฉุกเฉินบ่อยครั้ง

Workbench และ Forge ในฐานย่อย

ฐานย่อยไม่จำเป็นต้องมีสถานีระดับสูงเท่าฐานหลัก Workbench ระดับพื้นฐานเพียงพอสำหรับสร้างบ้าน ซ่อมอุปกรณ์ช่วงต้น และวาง Portal

หากฐานย่อยอยู่ใกล้เหมืองและต้องใช้ Pickaxe โลหะเป็นเวลานาน อาจสร้าง Forge สำหรับซ่อม แต่ต้องพิจารณาวัตถุดิบและระดับที่อุปกรณ์ต้องการด้วย

อีกวิธีหนึ่งคือสร้าง Portal กลับฐานหลักเพื่อซ่อมอุปกรณ์ โดยเก็บแร่ไว้ในหีบฐานย่อย เนื่องจากตัวละครสามารถกลับผ่าน Portal ได้แม้แร่จะผ่านไม่ได้

แนวทางนี้ช่วยลดจำนวน Forge และอุปกรณ์เสริมที่ต้องสร้าง ผู้เล่นลงทุนกับโรงตีเหล็กระดับสูงเพียงแห่งเดียว แต่ยังเข้าถึงได้จากฐานย่อยทุกแห่งผ่านเครือข่าย Portal

วิธีใช้ Portal ช่วยงานคราฟต์

แม้แร่และโลหะจำนวนมากไม่สามารถผ่าน Portal ตามกฎมาตรฐาน แต่อาวุธ ชุดเกราะ และเครื่องมือที่สร้างเสร็จแล้วสามารถนำติดตัวเดินทางได้ตามเงื่อนไขของเกม

ผู้เล่นจึงสามารถเก็บแร่ไว้ใกล้เหมือง เดินผ่าน Portal กลับมาซ่อมอุปกรณ์ แล้วเดินทางกลับไปขุดต่อโดยไม่ต้องสร้าง Forge ระดับสูงในพื้นที่นั้น

เมื่อสะสมแร่เพียงพอ จึงใช้เรือหรือเกวียนขนกลับฐานหลักครั้งเดียว วิธีนี้ลดจำนวนเที่ยวและทำให้ใช้สถานีอัปเกรดส่วนกลางได้คุ้มค่า

ควรมี Portal ใกล้โรงตีเหล็กหรือห้องคราฟต์ แต่ไม่ควรวางชิดสถานีจนรบกวนพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริม

วิธีอัปเกรดอุปกรณ์ที่ Workbench

นำอุปกรณ์ที่ต้องการอัปเกรดและวัตถุดิบมาไว้ในกระเป๋า จากนั้นเปิด Workbench และเลือกหน้าหรือเมนู Upgrade

รายการจะแสดงอุปกรณ์ที่สามารถอัปเกรดได้ พร้อมวัตถุดิบและระดับ Workbench ที่ต้องการ หากระดับไม่พอ ระบบจะแจ้งข้อจำกัดไว้

การอัปเกรดมักเพิ่มคุณสมบัติ เช่น

  • ความเสียหายของอาวุธ
  • ความทนทาน
  • ค่า Armor
  • ค่า Block
  • ประสิทธิภาพของอุปกรณ์
  • ระดับคุณภาพของสิ่งของ

ตรวจสอบก่อนกดทุกครั้ง เพราะวัตถุดิบที่ใช้กับการอัปเกรดระดับสูงอาจเพียงพอสำหรับสร้างอุปกรณ์ใหม่อีกชิ้นหนึ่ง หากเล่นเป็นทีมควรแบ่งทรัพยากรให้สมาชิกอย่างเหมาะสม

วิธีอัปเกรดอุปกรณ์ที่ Forge

ขั้นตอนคล้าย Workbench แต่ใช้กับอุปกรณ์โลหะ นำสิ่งของและโลหะตามสูตรมาไว้ในกระเป๋า เปิด Forge แล้วเลือกเมนู Upgrade

Forge ต้องมีระดับถึงเกณฑ์ของคุณภาพถัดไป หากขาดเพียงหนึ่งระดับ ให้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์เสริมชิ้นใดยังไม่ได้สร้างหรือวางไกลเกินไป

ควรอัปเกรดอาวุธหลัก โล่ และชุดเกราะที่ใช้งานจริงก่อนอาวุธทดลอง การเพิ่มคุณภาพทุกชิ้นพร้อมกันจะใช้โลหะจำนวนมากและอาจทำให้ความก้าวหน้าหยุดชั่วคราว

อุปกรณ์ที่อัปเกรดแล้วควรได้รับการซ่อมก่อนออกเดินทางเสมอ แม้มีความทนทานสูงขึ้น แต่ยังสามารถแตกได้หากใช้ต่อเนื่องในเหมืองหรือการต่อสู้ยาวนาน

ลำดับอัปเกรดอุปกรณ์ที่แนะนำ

เมื่อสถานีมีระดับสูงขึ้น ผู้เล่นอาจไม่แน่ใจว่าควรอัปเกรดอะไรเป็นอันดับแรก แนวทางทั่วไปคือ

อันดับ 1 อาวุธหลัก

ความเสียหายสูงขึ้นช่วยให้กำจัดศัตรูเร็ว ลดจำนวนครั้งที่ต้องป้องกันและลดการใช้ Stamina รวมตลอดการต่อสู้

อันดับ 2 โล่

ค่า Block และ Parry ที่เพียงพอช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ Biome ใหม่

อันดับ 3 ชุดเกราะ

เพิ่มความปลอดภัยเมื่อหลบไม่ทัน แต่ควรอัปเกรดชิ้นที่ใช้งานระยะยาวก่อน

อันดับ 4 Pickaxe และขวาน

ความทนทานที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ขุดแร่และตัดไม้ได้นานขึ้น เหมาะกับการเดินทางที่ไม่มีสถานีซ่อมใกล้เคียง

อันดับ 5 ธนูหรืออาวุธสำรอง

อัปเกรดเมื่อใช้เป็นประจำหรือกำลังเตรียมต่อสู้กับศัตรูที่ต้องโจมตีจากระยะไกล

ลำดับนี้สามารถเปลี่ยนได้ตามสไตล์ หากใช้ธนูเป็นอาวุธหลักก็ควรจัดธนูไว้ในอันดับแรก

ปัญหาสถานีถูกโจมตีและวิธีป้องกัน

Workbench และ Forge สามารถได้รับความเสียหายจากศัตรู หากสถานีถูกทำลาย อุปกรณ์เสริมอาจไม่สามารถเชื่อมต่อหรือใช้งานได้จนกว่าจะสร้างใหม่

ควรวางห้องคราฟต์ไว้ภายในกำแพง ไม่ติดแนวป้องกันด้านนอก และมีประตูที่ปิดได้ เตาหลอมสามารถอยู่ในลานงาน แต่ Forge กับหีบโลหะควรอยู่ในอาคารที่แข็งแรงกว่า

อย่าวาง Forge หรือ Workbench หลักตรงพื้นที่ต่อสู้ระหว่าง Raid การโจมตีของ Troll หรือศัตรูระดับสูงสามารถทำลายอาคารและอุปกรณ์เสริมหลายชิ้นพร้อมกัน

เก็บวัตถุดิบสำรองสำหรับสร้างสถานีและ Hammer ไว้ในหีบฉุกเฉิน หากห้องคราฟต์ถูกทำลายจะสามารถซ่อมแซมได้โดยไม่ต้องออกหาโลหะใหม่ทันที

ควรย้าย Workbench หรือ Forge อย่างไร

ก่อนรื้อสถานีควรนำอุปกรณ์ที่ต้องซ่อมไปจัดการให้เรียบร้อย และตรวจสอบว่ากระเป๋ามีพื้นที่รับวัตถุดิบที่ตกลงมา

รื้ออุปกรณ์เสริมทีละชิ้น จากนั้นจึงรื้อสถานีหลัก วิธีนี้ช่วยควบคุมวัตถุดิบและลดความสับสนว่าชิ้นใดต้องสร้างใหม่

เมื่อย้าย Forge ต้องตรวจสอบว่าตำแหน่งใหม่มี Workbench ครอบคลุมสำหรับก่อสร้าง และมีหลังคาเพียงพอ อย่ารื้อ Forge เดิมก่อนเตรียมอาคารใหม่ หากยังต้องซ่อมอาวุธระหว่างการย้าย

วัตถุดิบจากการรื้ออาจตกกระจายหรือหล่นลงน้ำ จึงไม่ควรย้ายสถานีบนท่าเรือโดยไม่เคลียร์พื้นที่ด้านล่าง

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ

สร้างอุปกรณ์เสริมไกลเกินไป

ระดับสถานีจะไม่เพิ่มแม้อุปกรณ์ตั้งอยู่ในห้องเดียวกัน ควรตรวจสอบเส้นเชื่อมขณะวางทุกครั้ง

วาง Workbench ใต้พื้นไม้แทนหลังคา

พื้นไม้ไม่ทำหน้าที่เป็นหลังคาที่ถูกต้องในทุกกรณี ต้องใช้ชิ้นส่วนหลังคาจริงเพื่อให้สถานีได้รับที่กำบัง

สร้าง Forge ในห้องเล็กเกินไป

เมื่อปลดล็อกอุปกรณ์เสริมจะไม่มีพื้นที่ติดตั้ง ควรวางแผนโรงตีเหล็กให้กว้างตั้งแต่แรก

ใช้ Bronze และ Iron หมดกับชุดเกราะ

ไม่มีโลหะเหลือสร้างอุปกรณ์อัปเกรดสถานี ทำให้ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพของชุดที่สร้างแล้วได้

สร้างอุปกรณ์เสริมชนิดเดิมหลายชิ้น

ระบบไม่ได้เพิ่มระดับซ้ำจากของประเภทเดียวกัน ควรสร้างอุปกรณ์แต่ละชนิดอย่างละหนึ่งชิ้นต่อสถานี

วางของเสริมเชื่อมกับสถานีผิดตัว

เมื่อมีโต๊ะหลายตัวใกล้กัน อุปกรณ์อาจเพิ่มระดับให้สถานีอื่น ควรแยกห้องหรือเพิ่มระยะระหว่างสถานี

ไม่สำรวจวัตถุดิบใหม่

แม้สถานีมีระดับสูง สูตรยังไม่ปรากฏหากยังไม่เคยเก็บวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง ต้องสำรวจ Biome ต่อไปควบคู่กัน

อัปเกรดของทุกชิ้นพร้อมกัน

ทำให้โลหะและหนังหมดอย่างรวดเร็ว ควรเน้นอาวุธหลัก โล่ และชุดที่ใช้งานจริงก่อน

ไม่ซ่อมอุปกรณ์ก่อนเดินทาง

การมี Forge ระดับสูงไม่มีประโยชน์หากลืมซ่อม Pickaxe หรืออาวุธ ควรตรวจสอบความทนทานทุกครั้งก่อนออกฐาน

รายการตรวจสอบห้องคราฟต์

ก่อนถือว่าพื้นที่ Workbench และ Forge พร้อมใช้งาน ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้

  • Workbench มีหลังคาและที่กำบัง
  • Forge มีหลังคาและเปิดใช้งานได้
  • อุปกรณ์เสริมทุกชิ้นเชื่อมกับสถานีที่ถูกต้อง
  • ระดับสถานีเพิ่มตามจำนวนอุปกรณ์
  • มีพื้นที่สำหรับของเสริมที่ยังไม่ปลดล็อก
  • หีบวัตถุดิบอยู่ใกล้แต่ไม่ขวางทาง
  • ห้องมีแสงสว่างเพียงพอ
  • มีประตูและกำแพงป้องกันศัตรู
  • สถานีอยู่ใกล้คลังและเส้นทางขนส่ง
  • เตาหลอมกับเตาเผาถ่านมีพื้นที่ระบายอากาศ
  • มี Hammer และวัตถุดิบซ่อมฐานสำรอง
  • สามารถเดินเข้าถึงทุกอุปกรณ์ได้ง่าย
  • มี Portal เชื่อมฐานย่อยเมื่อจำเป็น

พื้นที่คราฟต์ที่จัดอย่างเป็นระบบจะช่วยลดเวลาเดินระหว่างหีบและสถานี รวมถึงทำให้ตรวจสอบวัตถุดิบก่อนผลิตได้สะดวกขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Workbench และ Forge

ทำไม Workbench ใช้คราฟต์ไม่ได้

สาเหตุส่วนใหญ่คือไม่มีหลังคาหรือที่กำบังเพียงพอ ควรสร้างผนังรอบด้านและใช้ชิ้นส่วนหลังคาจริงคลุมโต๊ะ

ทำไม Forge ไม่แสดงสูตรอาวุธใหม่

อาจยังไม่เคยเก็บวัตถุดิบที่สูตรต้องการ หรือระดับ Forge ยังไม่เพียงพอ ควรตรวจสอบทั้งรายการวัตถุดิบและอุปกรณ์เสริม

อุปกรณ์เสริมต้องอยู่ในอาคารเดียวกันหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป สามารถวางอีกด้านของผนังได้หากยังอยู่ในระยะเชื่อมต่อ แต่การอยู่ห้องเดียวกันช่วยตรวจสอบและจัดตำแหน่งง่ายกว่า

สร้าง Chopping Block หลายชิ้นเพิ่มระดับหลายครั้งหรือไม่

ไม่เพิ่มตามจำนวนของชนิดเดียวกัน ต้องสร้างอุปกรณ์เสริมคนละประเภทจึงจะเพิ่มระดับต่อไป

Workbench ทุกตัวต้องอัปเกรดหรือไม่

ไม่จำเป็น ควรมีโต๊ะหลักอัปเกรดเต็มหนึ่งแห่ง ส่วนโต๊ะอื่นใช้สำหรับก่อสร้างและควบคุมพื้นที่ได้

Forge ในฐานย่อยต้องอัปเกรดเต็มหรือไม่

ไม่จำเป็น หากใช้เพียงคราฟต์หรือซ่อมอุปกรณ์บางอย่าง สามารถเดินทางผ่าน Portal กลับ Forge หลักที่ฐานได้

ระดับสถานีเพิ่มความเสียหายให้อาวุธอัตโนมัติหรือไม่

ไม่เพิ่มโดยตรง ผู้เล่นต้องเปิดเมนู Upgrade และใช้วัตถุดิบพัฒนาอาวุธด้วยตัวเอง

ควรอัปเกรด Workbench หรือ Forge ก่อน

ควรอัปเกรดตามอุปกรณ์ที่ใช้งาน หากกำลังใช้ชุดหนังและธนูให้เน้น Workbench แต่เมื่อเข้าสู่ยุคโลหะต้องพัฒนา Forge ควบคู่กัน

สรุปวิธีอัปเกรด Workbench และ Forge

Workbench เป็นสถานีเริ่มต้นที่ใช้กับอุปกรณ์จากไม้ หนัง และวัตถุดิบพื้นฐาน สามารถเพิ่มระดับด้วย Chopping Block, Tanning Rack, Adze และ Tool Shelf โดยต้องวางอุปกรณ์แต่ละชิ้นใกล้โต๊ะและตรวจสอบเส้นเชื่อม

Forge ปลดล็อกหลังเริ่มหลอม Copper และใช้สำหรับอาวุธ เครื่องมือ ชุดเกราะ และโล่โลหะ อุปกรณ์เสริมสำคัญประกอบด้วย Forge Cooler, Anvils, Smith’s Anvil, Forge Toolrack, Grinding Wheel และ Forge Bellows

การเพิ่มระดับสถานีไม่ได้ทำให้อุปกรณ์แข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เปิดโอกาสให้ผลิตหรืออัปเกรดคุณภาพของสิ่งของ ผู้เล่นยังต้องเตรียมวัตถุดิบและกด Upgrade ที่สถานีด้วยตัวเอง

ควรออกแบบห้องคราฟต์ให้มีพื้นที่กว้างตั้งแต่แรก Workbench ต้องมีพื้นที่สำหรับอุปกรณ์พื้นกับชั้นติดผนัง ส่วน Forge ต้องเหลือช่องด้านข้างสำหรับ Bellows, Cooler และอุปกรณ์อื่น ไม่ควรวางหีบล้อมสถานีจนหมด

หากระดับไม่เพิ่ม ให้ตรวจสอบระยะ ตำแหน่งแนวดิ่ง ชนิดของอุปกรณ์ และสถานีที่ของเสริมเชื่อมต่อ อย่าสร้างของชนิดเดิมซ้ำ เพราะระบบต้องการอุปกรณ์เสริมต่างประเภทกัน

เมื่อ Workbench และ Forge มีระดับเหมาะสม ผู้เล่นจะสามารถพัฒนาอาวุธ ชุดเกราะ โล่ และเครื่องมือให้พร้อมสำหรับ Biome ที่ยากขึ้น เช่นเดียวกับการเลือกใช้บริการออนไลน์ผ่านเล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวันซึ่งควรศึกษารายละเอียด จัดสรรเวลา และใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนใน Valheim การแบ่ง Bronze และ Iron ไว้อัปเกรดสถานีจะช่วยให้ทุกชิ้นที่คราฟต์ขึ้นมามีประสิทธิภาพและใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม